วิธีดูแลผิว

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโรลออนและสเปรย์ระงับกลิ่นกายมีสารเคมีที่ช่วยยับยั้งการเกิดเหงื่อและลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นกาย ที่นานวันอาจส่งผลต่อผิวใต้วงแขน เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีทำให้เกิดคราบดำใต้วงแขน การดีท็อกซ์รักแร้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากและหลายคนละเลยที่จะทำมัน เพราะคิดว่าการใช้โรลออนหรือสเปรย์ดับกลิ่นกายก็น่าจะเพียงพอต่อการดูแลผิวใต้วงแขนแล้ว และเพื่อเป็นการดูแลแก้ปัญหาผิวใต้วงแขนหมองคล้ำ ลดการสะสมของคาบดำ จึงขอแนะนำสูตรการทำสเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ ที่จะช่วยลดการสะสมของสารเคมี ลดการเกิดเหงื่อและระงับกลิ่นกาย ทำให้รักแร้แห้งและรู้สึกสดชื่นขึ้น ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์ ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์นั้นมีมากมาย แต่ประโยชน์อีกข้อหนึ่ง คือ สามารถใช้ในการดูแลรักแร้ ระงับกลิ่นกาย ลดการเกิดเหงื่อ ช่วยรักษาระดับค่า Ph ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวใต้วงแขน หากคุณกังวลกับกลิ่นของแอปเปิ้ลไซเดอร์ สามารถใช้น้ำมันหอมระเหย เช่น ทีทรีออยล์ น้ำมันลาเวนเดอร์ และอื่น ๆ ที่คุณชื่นชอบ เพื่อลดกลิ่นของน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ได้ นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหย ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นกาย ขั้นตอนในการทำสเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้นั้น ทำได้ดังนี้ ส่วนผสม น้ำดอกกุหลาบคั้นสด ๆ 1 ถ้วย น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันลาเวนเดอร์ (หรือน้ำมันหอมระเหยที่คุณชื่นชอบ) 1-2 หยด เพียงเทน้ำดอกกุหลาบและน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงในขวดสเปรย์ เขย่าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำมันหอมระเหย 1-2 หยดลงไป …

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ Read More »

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี มาส์กหน้าเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลผิวหน้า และเป็นการดูแลปรนนิบัติผิวหน้าที่ทำได้ง่าย เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับมาส์กหน้าจำหน่ายอยู่มากมายตามท้องตลาด นอกจากนี้คุณยังสามารถทำมาส์กขึ้นใช้เองที่บ้านของคุณอีกด้วย การมาส์กหน้าอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าผิวของคุณจะกลับมาสวยเปล่งประกายอีกครั้ง และผลลัพธ์ที่ดีก็ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้และวิธีการมาส์กที่ถูกต้องด้วย การมาส์กหน้าที่ถูกวิธี ขั้นแรกทำความสะอาดผิวหน้าก่อนทำการมาส์กทุกครั้ง เพื่อให้มาส์กทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรอบไอน้ำให้กับผิวหน้าอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนและทำให้วิตามินและสารบำรุงผิวซึบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว หากไม่อบไอน้ำอาจเปลี่ยนมาสครับแทน เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป และเพื่อให้ส่วนผสมในมาส์กดูดซึมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดี จากนั้นเช็ดด้วยโทนเนอร์ ควรมาส์กหน้าทิ้งไว้ 10 – 15 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสูตรและส่วนผสม เนื่องจากมาส์กบางชนิดอาจต้องล้างออกทันทีหลังจากทำการมาส์ก 5 นาที ขณะที่บางสูตรแนะนำให้มาส์กทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ดังนั้น หากคุณซื้อมาส์กสำเร็จรูปอย่าลืมศึกษารายละเอียดบริเวณฉลากของผลิตภัณฑ์ก่อนทำการมาส์กหน้าทุกครั้ง เพื่อให้การใช้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพ การล้างทำความสะอาดมาส์ก หากเป็นชนิดดินหรือโคลน ให้ใช้น้ำเปล่าพรมมาส์กให้เปียกแล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดออก สำหรับกรณีที่เป็นเจลหรือครีม คุณสามารถล้างออกด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้งได้ หลังมาส์กหน้าทุกครั้งสิ่งสำคัญคือ การใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้าหรือสเปรย์น้ำแร่ทันทีหลังจากล้างออก และอย่าลืมใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์นวดเบา ๆ เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว ประเภทของมาส์กที่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด มีดังนี้คือ Overnight Masking หรือมาส์กชนิดที่ใช้มาส์กทิ้งไว้ข้ามคืน เหมาะสำหรับการทำทรีทเมนต์และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ปกติจะมีลักษณะเป็นเนื้อเจลและมีความเด้งและเรียบเนียน วิธีมาส์ก คือ ทามาส์กบาง ๆ …

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี Read More »

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล ช่วงเวลาตั้งครรภ์ทำให้คุณแม่หลายคนต้องเผชิญกับภาวะฮอร์โมนแปรปรวนที่ส่งผลให้เกิดอาการหงุดหงิด และในหญิงตั้งครรภ์บางคนพบปัญหาฝ้าและรอยดำในช่วงนี้ด้วย ฝ้าแตกต่างจากรอยดำ เพราะฝ้ามีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลฝังลึกลงไปยังชั้นผิวหนังทำให้รักษาได้ยาก สาเหตุหลักของการเกิดฝ้ามาจากรังสี UV และปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน และประวัติครอบครัว เป็นต้น ขณะที่รอยดำ หมายถึง สภาพผิวที่มีการเปลี่ยนสีที่เกิดบนผิวหนัง ไม่ได้ฝังลึกลงไปยังชั้นผิวหนังเหมือนฝ้า รอยดำเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น สิวหรือฝี รอยที่เกิดจากแสงแดด กลาก หรือโรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น เพราะฉะนั้นปัจจัยใดเพียงปัจจัยหนึ่งร่วมกับการได้รับรังสียูวีจึงกระตุ้นทำให้เกิดฝ้าได้ง่าย ดังนั้น เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง สาเหตุของฝ้าช่วงตั้งครรภ์พบบ่อยที่สุดมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น  โปรเจสเตอโรน เอสโตรเจน และเมลาโนคอร์ติน จึงทำให้เกิดฝ้า หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานมีความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้า เช่นเดียวกับหญิงที่ป่วยด้วยภาวะไทรอยด์ เบื้องต้นในการดูแลรักษาฝ้าและรอยดำ แพทย์จะวินิจฉัยด้วยตาเปล่า และทำการทดสอบด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อแยกแยะปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ฝ้า เมื่อทำการวินิจฉัยแล้วแพทย์จะทำการตรวจ Wood’s Lamp โดยทดสอบว่าผิวของคุณได้รับเชื้อราหรือแบคทีเรียหรือไม่ ด้วยการใช้แสงบางชนิดทดสอบกับผิวหนัง การทำเช่นนี้จะช่วยระบุจำนวนชั้นของผิวที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน บางคนพบว่าฝ้าหายไปเองหลังการคลอดบุตร แต่ถ้าไม่หายนั้นแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยา เช่น ไฮโดรควิโนน ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้รักษาฝ้า ที่มีทั้งแบบเจลและเนื้อครีม …

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save