วิธีการดูแลสุขภาพ

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี มาส์กหน้าเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลผิวหน้า และเป็นการดูแลปรนนิบัติผิวหน้าที่ทำได้ง่าย เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับมาส์กหน้าจำหน่ายอยู่มากมายตามท้องตลาด นอกจากนี้คุณยังสามารถทำมาส์กขึ้นใช้เองที่บ้านของคุณอีกด้วย การมาส์กหน้าอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าผิวของคุณจะกลับมาสวยเปล่งประกายอีกครั้ง และผลลัพธ์ที่ดีก็ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้และวิธีการมาส์กที่ถูกต้องด้วย การมาส์กหน้าที่ถูกวิธี ขั้นแรกทำความสะอาดผิวหน้าก่อนทำการมาส์กทุกครั้ง เพื่อให้มาส์กทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรอบไอน้ำให้กับผิวหน้าอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนและทำให้วิตามินและสารบำรุงผิวซึบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว หากไม่อบไอน้ำอาจเปลี่ยนมาสครับแทน เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป และเพื่อให้ส่วนผสมในมาส์กดูดซึมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดี จากนั้นเช็ดด้วยโทนเนอร์ ควรมาส์กหน้าทิ้งไว้ 10 – 15 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสูตรและส่วนผสม เนื่องจากมาส์กบางชนิดอาจต้องล้างออกทันทีหลังจากทำการมาส์ก 5 นาที ขณะที่บางสูตรแนะนำให้มาส์กทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ดังนั้น หากคุณซื้อมาส์กสำเร็จรูปอย่าลืมศึกษารายละเอียดบริเวณฉลากของผลิตภัณฑ์ก่อนทำการมาส์กหน้าทุกครั้ง เพื่อให้การใช้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพ การล้างทำความสะอาดมาส์ก หากเป็นชนิดดินหรือโคลน ให้ใช้น้ำเปล่าพรมมาส์กให้เปียกแล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดออก สำหรับกรณีที่เป็นเจลหรือครีม คุณสามารถล้างออกด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้งได้ หลังมาส์กหน้าทุกครั้งสิ่งสำคัญคือ การใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้าหรือสเปรย์น้ำแร่ทันทีหลังจากล้างออก และอย่าลืมใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์นวดเบา ๆ เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว ประเภทของมาส์กที่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด มีดังนี้คือ Overnight Masking หรือมาส์กชนิดที่ใช้มาส์กทิ้งไว้ข้ามคืน เหมาะสำหรับการทำทรีทเมนต์และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ปกติจะมีลักษณะเป็นเนื้อเจลและมีความเด้งและเรียบเนียน วิธีมาส์ก คือ ทามาส์กบาง ๆ …

มาส์กหน้าอย่างไรให้ได้ผลและถูกวิธี Read More »

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล ช่วงเวลาตั้งครรภ์ทำให้คุณแม่หลายคนต้องเผชิญกับภาวะฮอร์โมนแปรปรวนที่ส่งผลให้เกิดอาการหงุดหงิด และในหญิงตั้งครรภ์บางคนพบปัญหาฝ้าและรอยดำในช่วงนี้ด้วย ฝ้าแตกต่างจากรอยดำ เพราะฝ้ามีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลฝังลึกลงไปยังชั้นผิวหนังทำให้รักษาได้ยาก สาเหตุหลักของการเกิดฝ้ามาจากรังสี UV และปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน และประวัติครอบครัว เป็นต้น ขณะที่รอยดำ หมายถึง สภาพผิวที่มีการเปลี่ยนสีที่เกิดบนผิวหนัง ไม่ได้ฝังลึกลงไปยังชั้นผิวหนังเหมือนฝ้า รอยดำเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น สิวหรือฝี รอยที่เกิดจากแสงแดด กลาก หรือโรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น เพราะฉะนั้นปัจจัยใดเพียงปัจจัยหนึ่งร่วมกับการได้รับรังสียูวีจึงกระตุ้นทำให้เกิดฝ้าได้ง่าย ดังนั้น เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง สาเหตุของฝ้าช่วงตั้งครรภ์พบบ่อยที่สุดมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น  โปรเจสเตอโรน เอสโตรเจน และเมลาโนคอร์ติน จึงทำให้เกิดฝ้า หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานมีความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้า เช่นเดียวกับหญิงที่ป่วยด้วยภาวะไทรอยด์ เบื้องต้นในการดูแลรักษาฝ้าและรอยดำ แพทย์จะวินิจฉัยด้วยตาเปล่า และทำการทดสอบด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อแยกแยะปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ฝ้า เมื่อทำการวินิจฉัยแล้วแพทย์จะทำการตรวจ Wood’s Lamp โดยทดสอบว่าผิวของคุณได้รับเชื้อราหรือแบคทีเรียหรือไม่ ด้วยการใช้แสงบางชนิดทดสอบกับผิวหนัง การทำเช่นนี้จะช่วยระบุจำนวนชั้นของผิวที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน บางคนพบว่าฝ้าหายไปเองหลังการคลอดบุตร แต่ถ้าไม่หายนั้นแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยา เช่น ไฮโดรควิโนน ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้รักษาฝ้า ที่มีทั้งแบบเจลและเนื้อครีม …

ฝ้าและรอยดำระหว่างตั้งครรภ์ดูแลรักษาอย่างไรให้ได้ผล Read More »

แป้งข้าวโอ๊ตดีกว่าแป้งสาลีอย่างไร

แป้งข้าวโอ๊ตดีกว่าแป้งสาลีอย่างไร

แป้งข้าวโอ๊ตดีกว่าแป้งสาลีอย่างไร เป็นที่ถกเถียงมาช้านานสำหรับคุณค่าทางอาหารระหว่างแป้งสาลีกับแป้งอเนกประสงค์ ซึ่งพบว่าแป้งสาลีนั้นดีต่อสุขภาพมากกว่าแป้งสาลีอเนกประสงค์ เพราะแป้งสาลีธรรมดามีปริมาณสารอาหารมากกว่าแป้งสาลีอเนกประสงค์ อย่างไรก็ตาม แป้งสาลีอาจไม่เหมาะกับผู้แพ้กลูเตนเท่าใดนัก ดังนั้น ตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพที่อยากจะแนะนำในวันนี้คือ แป้งข้าวโอ๊ต ที่นอกจากจะให้พลังงานไม่แตกต่างจากแป้งชนิดอื่น ๆ แล้ว ยังเป็นที่ทราบกันดีว่าอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายที่ดีต่อสุขภาพและช่วยในการลดน้ำหนักได้ดี หากนำแป้งสาลีมาเปรียบเทียบกับแป้งข้าวโอ๊ตจะพบข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ ความแตกต่างระหว่างแป้งข้าวโอ๊ตดีกับแป้งสาลี กลูเตน พบในแป้งสาลีค่อนข้างมาก ขณะที่แป้งข้าวโอ๊ตไม่มีกลูเตนเลยทำให้ปลอดภัยกับคนที่แพ้กลูเตน แม้แป้งที่มีกลูเตนจะมีความยืดหยุ่นและเหนียวหนึบ แต่แป้งทั้งสองชนิดมีรสชาติใกล้เคียงกันสามารถใช้ทดแทนกันได้ และข้อดีของแป้งข้าวโอ๊ตอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีรสชาติหวานกว่าเล็กน้อย ทำให้ขนมมีรสชาติดี ลดการใช้น้ำตาลลงได้ค่อนข้างมาก จึงเป็นแป้งทางเลือกที่ถือว่าดีต่อสุขภาพ เนื้อสัมผัส แป้งข้าวโอ๊ตและแป้งสาลีให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน อาหารที่ทำจากแป้งสาลีจะมีความยืดหยุ่นกว่าเล็กน้อย ขณะที่ขนมที่ทำจากแป้งข้าวโอ๊ตจะมีเนื้อหยาบและเบา แต่ทว่าแป้งข้าวโอ๊ตดีต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักมากกว่าแป้งสาลี ความชื้น อาหารหรือขนมที่ทำจากแป้งข้าวโอ๊ตเป็นหลักจะมีความนุ่มกว่าเมื่อเทียบกับอาหารหรือขนมที่ทำจากแป้งสาลี เพราะแป้งข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติในการกักเก็บความชื้นได้ดีกว่าแป้งสี ดังนั้นหากคุณเลือกทำคุกกี้และขนมปังด้วยแป้งข้าวโอ๊ต นอกจากคุณจะได้ขนมที่นุ่มน่ากิน มีรสสัมผัสที่ดีแล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย แป้งข้าวโอ๊ตดีกว่าแป้งสาลีอย่างไร ประโยชน์ต่อสุขภาพ แป้งสาลีมีประโยชน์ต่อสุขภาพน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแป้งข้าวโอ๊ต ข้าวสาลีมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่าและอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ส่วนข้าวโอ๊ตมีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การควบคุมความดันโลหิตและลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย นอกจากนี้ แป้งสาลียังทำให้ย่อยยาก ขณะที่ข้าวโอ๊ตนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ทำให้ย่อยง่ายและดีต่อระบบขับถ่าย การสรรหา เราอาจหาซื้อแป้งสาลีได้ทั่วไปตามท้องตลาด ขณะที่แป้งข้าวโอ๊ตนั้นจะพบได้ยาก นอกจากการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สารอาหาร แป้งข้าวโอ๊ตมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีอยู่แล้ว …

แป้งข้าวโอ๊ตดีกว่าแป้งสาลีอย่างไร Read More »

เทคนิครับมือกับอาการผมร่วงหลังคลอด

เทคนิครับมือกับอาการผมร่วงหลังคลอด

ภาวะผมร่วงหลังคลอดส่วนใหญ่พบในหญิงคลอดบุตรแล้ว แต่ไม่ได้เกิดกับผู้หญิงที่คลอดบุตรแล้วทุกคนเสมอไป ส่วนใหญ่พบว่าปัญหาผมร่วงหลังคลอดมาจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิง และการขาดวิตามินบางชนิดตลอดจนความเครียดก็มีความสัมพันธ์กับการหลุดร่วงของเส้นผม ดังนั้น วิธีการรับมือกับปัญหาผมร่วงหลังคลอด มีดังนี้ การตัดผมสั้น ช่วยลดอาการผมร่วงลงได้ โดยเฉพาะการซอยผมหรือการตัดทรงบ๊อบให้สั้นลงจะช่วยทำให้เส้นผมดูหนาและดูมีวอลลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผมบ๊อบจะช่วยทำให้ผมดูมีวอลลุ่มและดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ให้หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผม เช่น การรีดผม และการไดร์ เพราะจะยิ่งทำให้ผมร่วงมากยิ่งขึ้น ใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อทำให้ผมของคุณดูหนาขึ้น คุณแม่หลังคลอดอาจใช้ผ้าคาดผมหรือผ้าพันคอพับและนำมาพันรอบผม เพื่ออำพรางเส้นผมที่บางลงและปกปิดอาการผมร่วงบริเวณขมับและหน้าผาก หลีกเลี่ยงที่คาดผม เพราะจะทำให้เห็นส่วนหน้าผากและขมับที่มีผมร่วงชัดเจน  เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผม คุณแม่หลังคลอดลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ที่อุดมไปด้วยเคราติน ไบโอตินที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากสาหร่ายทะเล และสังกะสี เพราะสารสกัดเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ลดอาการหลุดร่วงของเส้นผมลงได้  และท้ายที่สุดคือ เลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เช่น บริโภคอาหารจำพวกโปรตีน อาหารที่มีวิตามินสูง ผักใบเขียว ไข่ และนม นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินและอาหารเสริม เช่น วิตามินดี และวิตามินดีคอมเพล็กซ์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของโอเมก้า 3 จะช่วยบรรเทาอาการผมร่วงหลังคลอดได้อีกด้วย เพียงเท่านี้ อาการผมร่วงของคุณแม่หลังคลอดก็จะหมดไป เว็บไซต์ที่รวบรวมเรื่องราวสุขภาพ ลดน้ำหนัก เคล็ดลับความสวยงามที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บสัญญาณอันตรายที่สำคัญ 69Diet.com credit : https://www.health.com/condition/pregnancy/postpartum-hair-loss

การหายใจช่วยลดน้ำหนักได้

การลดน้ำหนัก สัมพันธ์กับ การหายใจ อย่างไร?

การลดน้ำหนัก สัมพันธ์กับ การหายใจ อย่างไร? การลดน้ำหนัก สัมพันธ์กับ การหายใจ อย่างไร ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ค้นพบการเชื่อมโยงระหว่างสภาพจิตใจและการทำงานของลำไส้ ดร.โรเจอร์ อดัมส์ ผู้ฝึกสอนและนักโภชนาการอาหาร เจ้าของ eatrightfitness กล่าวว่า ความเครียดทางจิตใจและอารมณ์ อาจนำไปสู่ปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องร่วง หรือกระตุ้นให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้ ยังพบว่าการหายใจที่ถูกต้องช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วย การหายใจช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไรนั้นพบว่ามีดังนี้ ช่วยลดไขมันหน้าท้องที่เกิดจากความเครียดAshley Matejka ผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองจาก NASM อธิบายว่า สภาพจิตใจมีความสัมพันธ์กับการลดไขมันหน้าท้อง เพราะการได้รับคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดมากเกินไปจะกระตุ้นให้เกิดการกักเก็บไขมันหน้าท้อง ดังนั้น การหายใจนอกจากจะช่วยในการทำสมาธิแล้ว ยังช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิต นอกจากนี้ยังพบว่าความตึงเครียดทำให้เกิดความแปรปรวนในระบบการย่อยอาหารอีกด้วย การฝึกสติและการหายใจ มีประโยชน์ช่วยลดระดับคอร์ติซอลในร่างกาย เมื่อฝึกฝนการหายใจควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จะช่วยลดน้ำหนักได้มากเช่นเดียวกัน การหายใจอย่างมีสติจะช่วยลดความอยากอาหารขยะซึ่งมีแคลอรี่สูง และข้อมูลนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยที่พบว่าการฝึกเจริญสติช่วยลดน้ำหนักในผู้เป็นโรคอ้วนได้ดี ดร.โรเจอร์ อดัมส์ กล่าวว่า การหายใจช้า ๆ ชะลอการสร้างฮอร์โมนความเครียด หากเรามีวิธีหายใจถูกต้องจะช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายได้มากขึ้น และการกักเก็บไขมันจะทำได้ต่ำลง ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อเมื่อฝึกหายใจอย่างต่อเนื่องจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อบริเวณท้อง ในขณะที่การออกกำลังกายส่วนใหญ่จะช่วยในการเผาผลาญไขมันตามส่วนต่าง ๆ หากออกกำลังกายเป็นประจำควบคู่ไปกับการหายใจที่ถูกต้องจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณท้องให้มีความแข็งแรง …

การลดน้ำหนัก สัมพันธ์กับ การหายใจ อย่างไร? Read More »

ปัญหาสุขภาพของคนทำงาน

ปัญหาสุขภาพของคนทำงานที่ต้องระวัง!!

ปัญหาสุขภาพของคนทำงานที่ต้องระวัง!! ปัญหาสุขภาพของคนทำงานที่ต้องระวัง!! ในยุคปัจจุบันการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ชินตากับใครหลายๆคนไปแล้ว แต่ผลที่ตามมากับปัญหาสุขภาพของคนเหล่านั้นมีมากมาย และมักจะมองไม่ออกว่าโรคที่ตามมานั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร การที่ไม่ได้ศึกษาอาการที่จะต้องนั่งหน้าจอนานๆ อาจจะทำให้คุณมีสุขภาพที่แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด และวันนี้เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคของคนทำงาน มาฝากให้หลายๆ คนเฝ้าระวังสุขภาพของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทันก่อนที่จะเป็นโรคร้ายแรง ปัญหาสุขภาพของคนทำงานที่พบเจอบ่อยๆ ออฟฟิศซินโดรม เป็นอีกโรคหนึ่งที่ปัจจุบันมีคนเป็นมากที่สุด เพราะคนที่เป็นโรคนี้ได้นั้นจะต้องนั่งทั้งวันหรือมากว่า 6 ชั่วโมง จึงทำให้เกิดอาการปวดบริเวณต้นคอ ไหล่ บ่า หลัง จนไปถึงต้นขา เมื่อเกิดอาการนี้นานๆ จะทำให้เกิดอาการเรื้อรังจนไปถึงอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน โรคอ้วน เป็นอีกโรคหนึ่งที่คนทั่วโลกมักจะเกิดปัญหาเป็นโรคนี้เยอะมากๆ เนื่องจากอาหารในปัจจุบันที่เรารับประทานเข้าไป อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้มีรสชาติที่ดีขึ้น จนไปถึงเพิ่มสารอาหารและพลังงานเข้าไปในอาหาร หากเมื่อคุณนั่งทำงานทั้งวัน ไม่ได้ใช้พลังงานในร่างกายเลย มักจะทำให้เกิดพลังงานสะสมเป็นไขมัน จึงทำให้เกิดโรคคอ้วนในที่สุด โรคความดันโลหิตสูง เป็นอีกหนึ่งผลพวงมาจากโรคอ้วน ที่ไขมันเข้าไปอุดตันเส้นเลือด จึงทำให้การสูบฉีดเลือดในร่างกายมีประสิทธิภาพแย่ลง จึงทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงกับร่างกายได้ เช่น เส้นเลือดในสมองแตกนั่นเอง ไมเกรน เป็นโรคหนึ่งที่เกิดจากความเครียด และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย จึงส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีอาการเจ็บปวดในส่วนของ ศีรษะ เป้าตา ลดประสิทธิภาพการมองเห็น และกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคกระเพาะอาหาร คนนั่งทำงานในระยะเวลานานๆ ส่วนใหญ่มักจะลืมรับประทานอาหาร หรือไม่รับประทานอาหารที่ตรงเวลา จึงทำให้กระเพาะเกิดระบบย่อยอาหารในช่วงเวลาที่ไม่ได้รับประทานอาหาร …

ปัญหาสุขภาพของคนทำงานที่ต้องระวัง!! Read More »

สาว 30+ อยากสวย

สาว 30+ อยากสวยและหุ่นดีต้องรู้

สาว 30+ อยากสวยและหุ่นดีต้องรู้ สาว 30+ อยากสวยและหุ่นดีต้องรู้ ไม่ว่าจะช่วงอายุเท่าไหร่ ความเป็นผู้หญิงก็จะต้องใส่ใจและให้ความสำคัญในเรื่องของรูปร่างและความสวยงามอยู่เสมอ โดยเฉพาะในหญิงวัย 30 ปีขึ้นไป ยิ่งต้องให้ความสำคัญและดูแลสุขภาพของตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเรานั้นอาจจะมีการเสื่อมถอยลดลงไป ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีเช่นเดิม  สำหรับวันนี้เราได้นำเอาเรื่องของวิธีการดูแลสุขภาพและรูปร่างของสาววัย 30 ปีขึ้นไปมาฝากกัน การดูแลตนเองตั้งแต่ช่วงแรกจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าหากคุณปฏิบัติช้าเกินไปเซลล์ในร่างกายอาจเสื่อมสภาพจนยากที่จะฟื้นฟู เราลองไปดูรายละเอียดกันเลยดีกว่าว่าจะมีวิธีการดูแลสุขภาพและรูปร่างอย่างไรบ้าง วิธีการดูแลสุขภาพและรูปร่างของสาววัย 30+ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะในช่วงเวลาที่เรานอนหลับร่างกายของเราจะได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกายให้กลับมาแข็งแรงเช่นเดิม เพราะฉะนั้นถ้าหากอายุย่างเข้าเลข 3 แล้วควรใส่ใจในเรื่องของการนอนหลับให้มากขึ้นจะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้แล้วการนอนหลับแบบเต็มที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติและฮอร์โมนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยทำให้ผู้ที่กำลังดูแลรูปร่างสามารถลดหุ่นได้อย่างรวดเร็ว แค่เดินก็ช่วยได้ คุณรู้หรือไม่ว่าแค่เดินบ่อยๆ ก็ช่วยทำให้คุณมีรูปร่างที่ดีขึ้นได้ บางครั้งผู้ที่มีอายุมากขึ้น อาจส่งผลต่อการออกกำลังกายได้ไม่มากก็น้อย เพราะความเสื่อมสภาพของร่างกายทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นการเดินกลับบ้าน เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือเดินไปซื้อของที่ร้านใกล้ๆ ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เล่นโยคะช่วยทำให้รูปร่างดีขึ้นได้ ด้วยความที่สาววัย 30+ อาจมีปัญหาในการออกำลังกายบางชนิด การเล่นโยคะซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบไม่ต้องเคลื่อนไหวมากนักแต่มีประสิทธิภาพอย่างมากก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้คุณดูแลรูปร่างได้เช่นกัน และที่สำคัญการเล่นโยคะนั้นเป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยให้คุณได้บริหารร่างกายได้ทุกสัดส่วนเลยทีเดียว และช่วยป้องกันอาจการบาดเจ็บอันเกิดจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย  หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูงมาก ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แต่ควรหันไปดื่มชาเขียวร้อนแทน เพราะจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมัน และช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารในร่างกายของเราดีขึ้น ควบคุมการรับประทานอาหาร …

สาว 30+ อยากสวยและหุ่นดีต้องรู้ Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save