Month: January 2021

7 ท่าออกกำลังกายช่วยลดไขมันต้นขา

7 ท่าออกกำลังกายช่วยลดไขมันต้นขา ต้นขาใหญ่ส่วนหนึ่งมาจากการสะสมของไขมันส่วนเกิน ซึ่งหลายคนพยายามหาวิธีกระชับต้นขาให้เรียวสวยด้วยการออกกำลังในท่ากระชับต้นขาหลาย ๆ ท่าควบคู่ไปกับแผนการรับประทานอาหาร แต่ก็ไม่สามารถที่จะช่วยลดต้นขาใหญ่ได้ ดังนั้นเราจึงมี 7 ท่าออกกำลังกายเพื่อช่วยกระชับต้นขามาแนะนำให้คุณปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอดังนี้ 1. Squat Squat เป็นท่าออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้ เพราะสามารถช่วยเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระชับต้นขา สะโพก และก้น การทำสควตอย่างถูกต้องยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง หลังส่วนล่าง เอ็นร้อยหวาย เป็นต้น สำหรับการทำท่า Squat เริ่มต้นด้วยการยืนตรงโดยให้เท้าทั้งสองข้างแยกออกจากกันประมาณช่วงไหล่เล็กน้อย ให้มองตรงไปข้างหน้า ใช้มือเท้าเอวและหายใจเข้า ค่อย ๆ ย่อขาลงจนสะโพกอยู่ต่ำกว่าเข่า หายใจออกและยืนขึ้น ทำซ้ำไปมาประมาณ 15-20 ครั้ง 2. Forward Lunges Forward Lunges เป็นท่าออกกำลังกายที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพในการลดไขมันต้นขามาก เป็นท่าหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ลดต้นขา ขั้นแรกให้ยืนตรง และก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหลังโดยให้ขนานและทำมุมกับพื้น 90 องศา ค้างไว้ 2-3 วินาที จึงดึงขาหลังกลับ ทำเช่นนี้สลับไปมาทั้งสองข้าง ประมาณ 7-12 ครั้ง หรือ …

7 ท่าออกกำลังกายช่วยลดไขมันต้นขา Read More »

อาหารบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

อาหารบรรเทาอาการปวดประจำเดือน อาหารบรรเทาอาการปวดประจำเดือน             ช่วงที่มีประจำเดือนหลายคนมักมีอาการปวดท้อง ไม่สบายตัวในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีประจำเดือน อาการเหล่านี้ทำให้หลายคนพึ่งพาการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ที่เป็นผลข้างเคียงมาจากการมีประจำเดือน ซึ่งอาการส่วนใหญ่ที่พบได้แก่ การปวดท้อง ท้องอืด ท้องผูก เป็นต้น แต่ทราบหรือไม่ว่าอาหารสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ซึ่งอาหารดังกล่าวมีดังต่อไปนี้ 1. ธัญพืชและพืชตระกูลถั่ว เพราะอุดมไปด้วยแมกนีเซียมและช่วยขจัดความหิวโหย ทำให้อิ่มสบายท้อง ถั่วมีประโยชน์มากเพราะมีไฟเบอร์สูงช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทว่าการกินถั่วมากเกินไปอาจทำให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะถั่วที่ไม่สุกมักทำให้ท้องอืดและเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ดังนั้น จึงควรรับประทานชนิดที่ปรุงสุกเพราะมีวิตามินบีช่วยล้างสารพิษ 2. คาเฟอีน เป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้บรรเทาอาการปวดก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือน แต่ควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีนในช่วงที่มีประจำเดือนเพราะอาจทำให้ปวดท้องมากขึ้นและท้องอืดได้ ดังนั้นช่วงที่มีประจำเดือนควรใช้เป็นชาคาโมมายล์และน้ำขิงแทน โดยเฉพาะน้ำขิงจะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับอาการปวดท้องและท้องอืดได้ดี 3. ดาร์กช็อกโกแลต มีการวิจัยที่ระบุว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยระงับความอยากอาหารและช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า เหนื่อยล้า ดังนั้นให้ใช้ดาร์กช็อกโกแลต 1 ออนซ์ในช่วงมีประจำเดือน 4. น้ำ ความจริงแล้วน้ำไม่ได้มีประโยชน์เพียงให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกายและชำระล้างสารพิษในร่างกายเท่านั้น แต่น้ำยังช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกไป ด้วยเหตุนี้จึงช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและไมเกรนได้ แต่หากคุณไม่ชอบน้ำเปล่าอาจเปลี่ยนมาดื่มน้ำผักและผลไม้แทนก็ได้ 5. อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาหารเหล่านี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดในช่วงที่มีประจำเดือนแล้ว ยังช่วยลดความอยากน้ำตาลลงอีกด้วย ซึ่งอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ แอปริคอต ส้ม ลูกพลัม ลูกแพร์ …

อาหารบรรเทาอาการปวดประจำเดือน Read More »

เคล็ดลับสำหรับการมีสุขภาพดี

เคล็ดลับสำหรับการมีสุขภาพดี เคล็ดลับสำหรับการมีสุขภาพดี             สุขภาพดีเปรียบเสมือนชีวิตที่มั่งคั่ง เพราะไม่ว่าคุณจะร่ำรวยมากแค่ไหนก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพดีได้ ดังนั้นอยากมีสุขภาพดีจึงต้องระวังและรักษาไว้ให้ดี สำหรับเคล็ด (ไม่) ลับในการมีสุขภาพที่ดี ที่นำมาฝากกันนี้ เป็นวิธีที่ง่ายต่อการปฏิบัติอย่างยิ่ง ซึ่งมี 9 ข้อด้วยกันดังนี้ 1. รักษาสมดุลของอาหาร การบริโภคอาหารเพียงพอไม่ได้หมายความว่าจะมีสุขภาพดีเสมอไป แต่ต้องเลือกอาหารที่เหมาะสมด้วย ทั้งยังควรปรับสมดุลของมื้ออาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น มีการผสมผสานโปรตีน แร่ธาตุ เหล็ก วิตามิน แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต และไขมัน (ไขมันดี) เข้ากับอาหารในแต่ละมื้อ ดังนั้นอาหารในแต่ละมื้อจึงควรประกอบด้วย เมล็ดธัญพืช นม ผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อปลา สัตว์ปีก ไข่ ผักและผลไม้สด เพื่อการบริโภคอาหารที่สมดุล 2. ดูแลใส่ใจอาหารของคุณ การรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญ แม้หลายคนจะเชื่อว่าการลดน้ำหนักด้วยการงดอาหารเช้าจะทำให้ผอม แต่ความจริงแล้วไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพนัก อาหารเช้าที่ดีควรประกอบด้วยธัญพืช ผักสดตามฤดูกาล โปรตีน ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เป็นต้น หลีกเลี่ยงไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารแปรรูปต่าง ๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีแคลอรี่สูง มีไขมันอิ่มตัวซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ควรกินผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุ …

เคล็ดลับสำหรับการมีสุขภาพดี Read More »

มะละกอดีกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร

มะละกอดีกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร มะละกอดีกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร หากคุณมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคเบาหวานน่าจะทราบดีว่า การใส่ใจในการรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากละเลยในการเลือกอาหารที่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้น หลายคนจึงมักกังวลและพยายามหาอาหารที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานนอกจากอาการของโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับร่างกายแล้ว ความต้องการในการอยากจะกินอาหารที่ตนเองชื่นชอบแทบจะไม่สามารถทำได้เลย โดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้บางชนิด เพราะในอาหารเหล่านี้ล้วนมีน้ำตาลสูงซึ่งมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอาหารหรือผลไม้ชนิดใดเลยที่ไม่สามารถกินได้ ดังนั้นผลไม้ที่อยากจะแนะนำ ก็คือ มะละกอสุก นอกจากจะหาได้ง่ายแล้วยังมีน้ำตาลต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวาน ประโยชน์ของมะละกอสุกกับผู้ป่วยเบาหวาน มีดังนี้ 1. หาง่ายและราคาถูก เนื่องจากเป็นผลไม้ไม่กี่ชนิดที่มีให้รับประทานตลอดทั้งปี อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่ายจากร้านขายผักและผลไม้ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีราคาถูกอีกด้วย มะละกอผลใหญ่สามารถรับประทานได้หลายมื้อ หลายคน ซึ่งคุ้มค่ามากหากเทียบกับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไป 2. อุดมไปด้วยสารอาหาร สีเหลืองของมะละกอสุกบ่งบอกถึงปริมาณสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เช่น เบต้าแคโรทีน ไฟเบอร์ วิตามินเอ และบี ในมะละกอยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ กล่าวกันว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกติ ดังนั้นสารต้านอนุมูลอิสระในมะละกอจึงช่วยยับยั้งความเสียหายของเซลล์และช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท 3. ระดับน้ำตาลต่ำและช่วยป้องกันการลุกลามของโรคเบาหวาน มะละกอแตกต่างจากผลไม้หลายชนิด เช่น มะม่วง (ซึ่งมีน้ำตาลสูง) มะละกอแม้จะมีรสหวานแต่กลับมีปริมาณน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถกินมะละกอได้มากถึง 3 หน่วยบริโภคต่อวัน อีกทั้งยังย่อยง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ มะละกอได้รับการพิสูจน์ว่า …

มะละกอดีกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร Read More »

บิสกิตดีต่อสุขภาพหรือไม่?

บิสกิตดีต่อสุขภาพหรือไม่? บิสกิตดีต่อสุขภาพหรือไม่? คุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบกินบิสกิตกับชา กาแฟหรือไม่ แล้วบิสกิตที่คุณกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้นดีต่อสุขภาพหรือไม่ หากคุณไม่แน่ใจเรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับบิสกิตมาฝากดังนี้ หลายคนมีความเชื่อว่าการกินบิสกิตดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะบิสกิตที่มีการระบุข้างฉลากบรรจุภัณฑ์ว่าย่อยง่าย ไม่ทำให้อ้วน แต่แท้จริงแล้วบิสกิตเหล่านี้มีส่วนผสมที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากนัก เช่น เบกกิ้งโซดา น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว เป็นต้น ในช่วงศตวรรษที่ 19 บิสกิตที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่มักมีส่วนประกอบที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนส่วนผสมด้วยการใช้แป้งสาสีผสมอยู่ด้วย ปัจจุบันบิสกิตที่พบวางจำหน่ายทั่วไปมักมีส่วนผสมของแป้งโฮลมีล มีสารเสริมต่าง ๆ เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนตแอมโมเนียมไบคาร์บอเนต กรดมาลิก และกรดทาร์ทาริก น้ำมันพืช หางนมผง น้ำตาล และเบกกิ้งโซดา ซึ่งเบกกิ้งโซดานี่เองที่ไม่ได้มีส่วนในการช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นขณะเตรียมบิสกิตอาจเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของมัน หากคุณกำลังเคี้ยวบิสกิตเหล่านี้และคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วบิสกิตเหล่านี้ไม่ได้ให้คุณค่าทางโภชนาการมากนัก เพราะบิสกิตเพียง 2 ชิ้น ให้พลังงาน 150 แคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 20 กรัม ไขมัน 6 กรัม น้ำตาล 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม เส้นใย …

บิสกิตดีต่อสุขภาพหรือไม่? Read More »

ลดคอเลสเตอรอลด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดคอเลสเตอรอลด้วยวิธีธรรมชาติ ลดคอเลสเตอรอลด้วยวิธีธรรมชาติ คอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ในเลือด เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายต้องการคอเลสเตอรอลเพื่อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายมีคอเลสเตอรอลเกินความต้องการ มันจะเริ่มสะสมในหลอดเลือดแดง และนำไปสู่การเกิดโรคต่าง ๆ เช่น หัวใจ การไหลเวียนของเลือด ลิ่มเลือดหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น คอเลสเตอรอลสูงในทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันในเลือดสูง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ Low-Density Lipoprotein (LDL) เป็นคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดลือด High-Density Lipoproteins (HDL) เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับปัจจัยที่ทำให้คอเลสเตอรอลในร่างกายสูง คือ การกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและไขมันทรานส์ ซึ่งมีส่วนเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย นอกจากนี้ น้ำหนักที่มากเกินไปจะลดระดับคอเลสเตอรอลที่ดี แต่ในทางกลับกันก็เป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกายด้วย ขณะเดียวกันอายุที่มากขึ้นกลับพบว่ามีผลต่อระดับคอเลสเตอรอล (LDL) เช่นกัน นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวมีระดับคอเลสเตอรอลสูงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วิธีเดียวที่จะทำให้เราทราบว่าระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราสูงหรือไม่นั้น ทำได้ด้วยการตรวจเลือด ซึ่งหากพบว่าปริมาณสูงเกิน 200 mg/dl ขึ้นไป แสดงว่ามีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง โดยแพทย์จะแนะนำให้ควบคุมอาหารหรือหากมากเกิน 240 mg/dl อาจแนะนำให้ใช้ยา …

ลดคอเลสเตอรอลด้วยวิธีธรรมชาติ Read More »

5 ท่ายืดกล้ามเนื้อง่ายๆสำหรับมือใหม่

5 ท่ายืดกล้ามเนื้อง่ายๆสำหรับมือใหม่ 5 ท่ายืดกล้ามเนื้อง่ายๆสำหรับมือใหม่ แม้ว่าการยืดกล้ามเนื้อด้วยท่าการแยกขาต่าง ๆ จะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่การแยกขาคือ ท่าการบริหารท่าหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ และนี่เป็นเหตุผลที่นักเต้น นักยิมนาสติก เชียร์ลีดเดอร์ หรือผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้จะต้องฝึกท่าแยกขาเป็นประจำ หลายคนคิดว่าการแยกขาเป็นการบริหารร่างกายที่ยุ่งยาก และอาจทำให้เกิดการเจ็บปวดได้ แต่ความจริงแล้ว การแยกขาเป็นการยืดกล้ามเนื้อเพื่อเปิดกล้ามเนื้อสะโพก อุ้งเชิงกราน และต้นขา เพราะการยืดกล้ามเนื้อด้วยการแยกขาเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ และเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้น จึงต้องทำการบริหารด้วยท่าดังกล่าวอย่างถูกต้อง ซึ่งมีท่าการบริหารดังต่อไปนี้ 1. ท่ากบ             การยืดขาด้วยท่านี้เป็นการอุ่นเครื่องให้กับสะโพกและเปิดต้นขา ซึ่งวิธีการคือ นอนลงบนพื้นให้ท้องแนบชิดติดกับพื้น แล้วงอขาทั้งสองข้างมาไว้ด้านหลัง ใช้มือทั้งสองข้างจับเท้าเอาไว้ จากนั้นยกขาขึ้นโดยที่ฝ่าเท้ายังชิดกัน การทำเช่นนี้จะช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาด้านในให้มีความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังสามารถทำทีละข้างสลับไปมาระหว่างซ้ายหรือขวาเพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อ             การยืดกล้ามเนื้อด้วยวิธีนี้ สามารถทำได้ช่วงระหว่างที่ดูทีวี หรืออาจเปลี่ยนเป็นในขณะที่ยืนอยู่ก็ได้ เพื่อบริหารและยืดกล้ามเนื้อต้นขา 2. ยืดตัวไปด้านหน้า นำฝ่าเท้ามาชิดกันที่หน้าขาหนีบ สอดนิ้วเท้าเข้าใต้ฝ่าเท้า เงยหัวขึ้นทำเช่นนี้ค้างไว้ 2-3 วินาที จากนั้นให้ยืดตัวไปข้างหน้าโดยเอาหน้าอกออกและคุกเข่าให้ลำตัวไปข้างหน้า แต่อย่าไปไกลเกินไป การยืดกล้ามเนื้อด้วยท่านี้จะช่วยขยับสะโพกเช่นเดียวกับท่าแรก และค่อน ๆ ยกศีรษะขึ้นลงด้วยการพับลำตัวลงให้สุดและไปข้างหน้าโดยให้หน้าผากอยู่ที่พื้น การยืดกล้ามเนื้อด้วยท่านี้จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อต้นขาด้านในได้รับการยืดหยุ่น 3. ยืดลำตัวด้านข้าง …

5 ท่ายืดกล้ามเนื้อง่ายๆสำหรับมือใหม่ Read More »

7 ประโยชน์ของการขับเหงื่อ

7 ประโยชน์ของการขับเหงื่อ 7 ประโยชน์ของการขับเหงื่อ กลิ่นเหงื่ออาจทำให้คุณกังวลใจ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการที่ร่างกายขับเหงื่อออกมานั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ เพราะการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการขับเหงื่อมีประโยชน์มากมาย และคุณก็สามารถลดกลิ่นเหงื่อโดยไม่ต้องกังวลใจได้อีกด้วย เหงื่อเป็นของเหลวที่ขับออกมาจากร่างกายผ่านทางรูขุมขนบริเวณผิวหนัง โดยปกติการขับเหงื่อมีปัจจัยมาจากความเครียดและอุณหภูมิที่สูง เป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดการขับเหงื่อเพื่อกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นการขับเหงื่อจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง ซึ่งเหงื่อที่ถูกขับออกมาจะมีส่วนผสมของเกลือและสารพิษ โดยเหงื่อที่ถูกขับออกมาจาก 2 ต่อม คือ eccrine และ apocrine ต่อมเหงื่อ eccrine มีอยู่ทั่วร่างกายและฝ่าเท้า โดยจะผลิตเหงื่อประมาณ 500 – 750 มล. ต่อวัน ขณะที่ต่อมเหงื่อ Apocrine มีอยู่บริเวณรักแร้ หัวนม หู เปลือกตา และบริเวณขาหนีบ สาเหตุที่ร่างกายขับเหงื่อแล้วทำให้เกิดกลิ่นกายนั้น เนื่องจากต่อมเหงื่อ Apocrine จะเริ่มทำงานเมื่อเข้าสู่วัยแรกรุ่น ในช่วงแรกจะยังไม่มีกลิ่น แต่จะเริ่มมีกลิ่นหลังจากได้รับการสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การรักษาสุขอนามัยจึงช่วยลดกลิ่นกายที่เกิดจากเหงื่อได้ และประโยชน์ของการขับเหงื่อมีดังนี้ 1. ช่วยล้างพิษ การขับเหงื่อช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย รวมทั้งสารประกอบโลหะบางชนิด เช่น แคดเมียม ปรอท สารมลพิษ และแอลกอฮอล์ เป็นต้น …

7 ประโยชน์ของการขับเหงื่อ Read More »

หยุดอาการคลื่นไส้ด้วยการนวดกดจุด

หยุดอาการคลื่นไส้ด้วยการนวดกดจุด หยุดอาการคลื่นไส้ด้วยการนวดกดจุด อาการคลื่นไส้เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น อาการเมารถ เมาเรือ อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ อาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์ เกิดจากการใช้ยาบางชนิดหรือการทำเคมีบำบัด เป็นต้น หลายคนมีวิธีบรรเทาอาการคลื่นไส้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้ชาสมุนไพรอย่างสะระแหน่และขิง หรือยาเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ นอกจากวิธีดังกล่าวแล้วยังสามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้ด้วยการนวดกดจุดได้อีกด้วย             การนวดกดจุดเป็นศาสตร์การรักษาของจีน นิยมใช้ในการดูแลสุขภาพร่างกายและรักษาอาการป่วยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งตามหลักการแล้วเชื่อว่าร่างกายมีจุดพลังงานที่เชื่อมโยงกัน โดยแต่ละจุดจะอยู่บริเวณใบหน้า มือ เท้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งจุดเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย แต่ละจุดหากได้รับการกระตุ้นด้วยการกดย่อมส่งผลต่ออวัยวะที่เชื่อมโยงกันด้วย การกดจุดหากทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยปรับปรุงและสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ดังนั้น เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ จึงมีเทคนิคในการนวดกดจุดดังต่อไปนี้ 1. ข้อมือ คุณจะพบจุดนี้อยู่ใต้ฝ่ามือ ซึ่งจุดนี้เชื่อมโยงกับหัวใจ โดยวัดความกว้างสามนิ้วจากขอบฝ่ามือบนข้อมือซ้าย ที่นิ้วที่สามซึ่งเป็นจุดที่คลำชีพจรได้ กดจุดตรงกลางระหว่างกระดูก ด้วยแรงกดเบา ๆ ค้างไว้เพียง 2 นาที จากนั้นออกแรงกดมากขึ้นและหลับตาให้นานขึ้น หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ 2. ฝ่ามือ …

หยุดอาการคลื่นไส้ด้วยการนวดกดจุด Read More »

ยกคิ้วเพื่อออกกำลังกายใบหน้า

ยกคิ้วเพื่อออกกำลังกายใบหน้า ยกคิ้วเพื่อออกกำลังกายใบหน้า             การยกคิ้วเพื่อออกกำลังกายใบหน้า นับเป็นการบริหารใบหน้าที่นำเอารูปแบบการยกคิ้วมาใช้บริหารใบหน้าซึ่งทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน หลายคนให้ความสำคัญกับการบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า โดยท่าการบริหารที่นำมาแนะนำกันนี้มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 ท่า ที่คุณเองก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ท่าที่ 1 นำฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนใบหน้า โดยให้นิ้วกลางวางที่ใต้หัวคิ้วทั้งสองข้าง จากนั้นให้ยกคิ้วขึ้นค้างไว้เป็นเวลา 5 วินาที หลังจากนั้นให้เอาคิ้วลงกลับสู่ที่เดิม โดยให้คิ้วลงไปชิดกับนิ้วกลาง ทำเช่นนี้ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วทำซ้ำไปซ้ำมา 3 ครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดี ท่าที่ 2 เริ่มจากหลับตาด้วยการมองลงต่ำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จนกว่าดวงตาจะปิดสนิท ซึ่งคุณจะรู้สึกถึงแรงดึงเล็กน้อย เมื่อรู้สึกว่าเกิดแรงดึงให้อยู่ในท่านั้นเป็นเวลา 5 วินาที จากนั้นให้เปลี่ยนเป็นการมองไปข้างบนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะรู้สึกถึงแรงดึงเล็กน้อย จึงค้างไว้ 5 วินาทีและผ่อนคลายลง ทำเช่นนี้ซ้ำ 6 ครั้ง ท่าที่ 3 ในท่านี้คุณจะต้องลืมตาทั้งสองข้างไว้ โดยให้ศีรษะอยู่ในลักษณะตรงและมองตรงไปข้างหน้า พยายามให้ศีรษะอยู่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วมองขึ้นบนไปข้างหน้า ทำเช่นเดียวกันนี้แต่ให้มองลง แล้วทำแบบนี้ต่อไปทั้งหมด …

ยกคิ้วเพื่อออกกำลังกายใบหน้า Read More »