Month: December 2020

รู้ทัน “โรคหลอดเลือดสมอง”

รู้ทัน “โรคหลอดเลือดสมอง” คร่าชีวิตคนนับล้าน!

รู้ทัน “โรคหลอดเลือดสมอง” เป็นที่รู้กันดีว่าในปัจจุบันผู้คนมีการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  ด้วยหน้าที่การงานและ ความจำเป็นที่แตกต่าง ทำให้บางครั้งละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเองไป จนไม่รู้เลยว่าภัยเงียบใกล้ตัวอย่าง “โรคหลอดเลือดสมอง” โรคร้ายคร่าชีวิตคนนับล้าน กำลังคืบคลานเข้ามา โรคหลอดเลือดสมอง หรือ stroke คือ ภาวะที่เซลล์สมองถูกทำลายจากการความผิดปกติของหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก การลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังสมองลดน้อยลง สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้สมองสูญเสียหน้าที่การทำงาน  จึงเกิดอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต หากมีความรุนแรงอันตรายถึงชีวิต รู้ทัน “โรคหลอดเลือดสมอง” โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันหรือตีบ (Ischemic  Stroke) หรือที่รู้จักกันดีในภาวะ “สมองขาดเลือด” พบเป็นอันดับ1 ของโรคหลอดเลือดสมอง ประมาณร้อยละ 80 เกิดจากการสะสมของไขมันนานเข้าเส้นเลือดมีลักษณะนูน หนา ขาดความยืดหยุ่นและค่อยๆตีบลง จนประสิทธิภาพการลำเลียงเลือดลดลง การดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปของภาวะนี้ แต่ส่งผลทำให้มีอาการอัมพาตเฉียบพลัน ภาวะเส้นเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) หรือที่รู้จักกันดีในภาวะ “เลือดออกในสมอง” เกิดจากเส้นเลือดในสมองเปราะและเกิดการโป่งพอง  เมื่อสมองได้รับการบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือน หรือ มีภาวะความดันโลหิตสูง ส่งผลให้เลือดออกในสมองได้ในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังพบในการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ …

รู้ทัน “โรคหลอดเลือดสมอง” คร่าชีวิตคนนับล้าน! Read More »

อันตรายจากการนอนกรน

รู้หรือไม่ “การนอนกรน” อันตรายถึงชีวิต!

อันตรายจากการนอนกรน การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอตลอดการดำเนินชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชราเป็นสิ่งสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป ด้วยเหตุผลหน้าที่การงานหรือความจำเป็นส่วนตัว ทำให้การดำเนินชีวิตในกลางวัน-กลางคืนเปลี่ยนแปลงไป พฤติกรรมดังกล่าวนั้นคุณอาจไม่ทราบเลยว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต  เพราะโดยปกติแล้วร่างกายใช้การนอนหลับ เป็นตัวปรับกลางวัน-กลางคืน เพื่อให้ระบบอวัยวะภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนอนหลับและการตื่น จะแตกต่างตามช่วงวัย มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ การทำความเข้าใจของวงจรชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ การนอนหลับสิ่งสำคัญที่คุณควรให้ความสนใจ เพราะแค่การนอนหลับครบ 8 ชั่วโมง แต่ไม่มีคุณภาพก็ถือว่าร่างกายยังทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ คือ ร่างกายได้รับการพักผ่อนครบ 8 – 10 ชั่วโมง หลับสนิท ไม่ละเมอ และที่สำคัญต้องไม่นอนกรน เพราะจากการศึกษา ทำให้ทราบว่า การนอนกรน เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายจากการนอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สาเหตุเกิดจากการ “นอนกรน” จากการศึกษาของ แพทย์หญิงนวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล พบว่า ภัยเงียบที่กำลังมาแรงในตอนนี้ มีโอกาสเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เกิดจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้น จากการโตของต่อมทอมซิล โคนลิ้นมีขนาดใหญ่ เยื่อจมูกและหูบวม  ลิ้นไก่ยาว และช่องคอหย่อน มักพบในผู้ที่มีอายุมากหรือน้ำหนักตัวมาก ภาวะนี้หากปล่อยเอาไว้นาน ไม่ทำการรักษา …

รู้หรือไม่ “การนอนกรน” อันตรายถึงชีวิต! Read More »

การออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เผยทริคออกกำลังกาย “ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด” สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

การออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องยอมรับเลยว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ใส่ใจในเรื่องอาหารการกินลดลง ในทางกลับกันให้ความสนใจกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต ลดการออกกำลังกาย ส่งผลต่อสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บเข้าถึงตัวง่ายขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโรคเบาหวานนั่นเอง โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย ร่วมกับการขาดอินซูลิน หรืออินซูลินทำงานไม่มีประสิทธิผล ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานส่งผลกระทบต่ออวัยวะมากมาย อาทิ ตา ไต หัวใจ หลอดเลือด และเท้า  ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อยตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ชาตามปลายมือปลายเท้า รวมไปถึงการมองเห็นลดลง   โรคนี้มักพบในอายุ 45 ปีขึ้นไป มีค่า BMI เกินมาตรฐาน มีประวัติการดื่มสุรา ทานอาหารรสหวานเป็นประจำ บุคคลในครอบครัวเคยเป็น ไม่ค่อยออกกำลังกาย  และผู้มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง และการวินิจฉัยผู้ป่วยเบาหวานนั้น มีเกณฑ์ระดับน้ำตาลในเลือดขณะงดอาหารอยู่ที่ มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย พบผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มมากขึ้น จากพฤติกรรมการทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และเสียชีวิตด้วยโรคนี้จากภาวะแทรกซ้อน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เน้นทานข้าวกล้อง ผักและผลไม้หลากสี  ถั่วและธัญพืชมากขึ้น …

เผยทริคออกกำลังกาย “ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด” สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน Read More »

“เอ็นข้อมืออักเสบ” ภัยเงียบที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ

“เอ็นข้อมืออักเสบ” ภัยเงียบที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ

“เอ็นข้อมืออักเสบ” ภัยเงียบที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องเข้าใจว่าในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีสื่อสารอย่างสมาร์ทโฟน เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยการใช้งานที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทุกช่วงวัย แน่นอนว่าการใช้โทรศัพท์มือถือย่อมส่งผลดีและผลเสียในคราวเดียวกัน การใช้ในระยะเวลาที่ยาวนานอาจส่งผลต่ออาการปวดของข้อมือ อาการนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่พบได้ในกลุ่มคนทุกช่วงวัย จากพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน เอ็นข้อมืออักเสบ คือ การอักเสบของปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นบริเวณนิ้วหัวแม่มือ เกิดการกดทับของเส้นเอ็นภายใน ทำให้มีอาการปวดข้อมือ ในระยะเริ่มแรกเป็นเพียงอาการปวดเท่านั้น หากปล่อยทิ้งเอาไว้นานอาจกลายเป็นโรคคุกคามชีวิตเราได้  ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายสูงถึง 8 เท่า สาเหตุการเกิดเอ็นข้อมืออักเสบ จากการศึกษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ พบว่า เกิดจากพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เป็นระยะเวลานาน กล้ามเนื้อหัวแม่มือถูกใช้งานอย่างหนัก มีการหดเกร็ง และเคลื่อนไหวตลอดเวลา ส่งให้เกิดอาการดังกล่าว และอาจเกิดนิ้วล็อคตามมาได้ แพทย์กล่าวว่า การเคลื่อนไหวนิ้วหัวแม่มือตลอดเวลา โดยไม่ได้ยกของหนัก หรือเกิดอุบัติเหตุ ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นได้ “เอ็นข้อมืออักเสบ” ภัยเงียบที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ การอักเสบของเส้นเอ็นที่พบได้บ่อยสุดใน 3 ตำแหน่ง คือ เอ็นหัวแม่มือ เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นหัวแม่มือมากที่สุด เนื่องจากเป็นตำแหน่งของเส้นเอ็นที่ทอดผ่านข้อมือ และสมาร์ทโฟนเองก็ออกแบบมารองรับการใช้งานของนิ้วหัวแม่มือเป็นหลัก เอ็นหลังข้อมือ เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นข้อมือข้างที่ถนัดมากที่สุด โดยเฉพาะมือขวา จากการกระดกของข้อมือเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เอ็นหน้าข้อมือ เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นข้อมือข้างที่ไม่ถนัดมากที่สุด โดยเฉพาะมือซ้าย จากการงอข้อมือถือสมาร์ทโฟนเป็นระยะเวลานาน …

“เอ็นข้อมืออักเสบ” ภัยเงียบที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ Read More »

อาหารต้าน “มะเร็งลำไส้”

อาหารต้าน “มะเร็งลำไส้” ที่คุณไม่เคยรู้!!

อาหารต้าน “มะเร็งลำไส้” ที่คุณไม่เคยรู้ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรคร้ายภัยเงียบอันดับต้น คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี จากการศึกษาพยาธิสภาพบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พบ “เนื้องอก” มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก โตขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ การดำเนินของโรคสามารถลามไปยังอวัยวะ ระบบอื่นภายในร่างกายได้เรียกว่า การแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้มักมีอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย และคลำพบก้อนในช่องท้อง โดยส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป มีประวัติดื่มสุรา สูบบุหรี่ ชอบบริโภคเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง และบุคคลในครอบครัวเคยเป็น สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น ที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบันได้ เมื่อเทียบการดูแลสุขภาพในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยเฉพะการทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และการควบคุมอาหารนั้น ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคได้  อาหารจึงเป็นปัจจัยหลักที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนั่นอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ อาหารต้าน “มะเร็งลำไส้” อาหารลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ที่คุณควรรับประทาน ปลาไขมันสูง อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 อาทิ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์และแมกนีเซียม ส่งผลต่อระบบขับถ่ายทำให้ถ่ายคล่องขึ้น พบใน …

อาหารต้าน “มะเร็งลำไส้” ที่คุณไม่เคยรู้!! Read More »

มือใหม่หัดทาน “วีแกน” อยากมีหุ่นดี ต้องลอง!!

การรับประทานอาหารแบบ “วีแกน” การรับประทานอาหารแบบ “วีแกน” ต้องยอมรับเลยว่าผู้คนในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองอย่างมาก เริ่มจากอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการพักผ่อน ซึ่งการทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง ควรเริ่มจากทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง  แต่ส่วนใหญ่เน้นการทานผัก ผลไม้ ธัญพืช เลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ อาหารทอดมัน และขนมหวาน จนนำไปสู่พฤติกรรมการทานอาหารแบบผิดๆ  การเลือกทานอาหารที่ถูกต้องย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพตนเอง ซึ่งวิธีการทานอาหารที่กำลังมาแรง ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ คือ “วีแกน” การรับประทานอาหารแบบวีแกน คือ การรับประทานอาหารที่ทานเฉพาะพืชเท่านั้น หลีกเลี่ยงการทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ และที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง การทานอาหารประเภทนี้ได้นั้นควรมีแบบแผนในการทานและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาหารที่คู่ควรสำหรับ “วีแกน” นมและโยชน์จากพืช  อุดมไปด้วยแคลเซียม สาหร่าย อีกหนึ่งแหล่งโปรตีนและให้ไอโอดีนได้อีกด้วย ธัญพืช อุดมไปด้วยโปรตีนและโอเมก้า 3 พบใน เมล็ดเจีย เต้าหู้ อุดมไปด้วยโปรตีน ตัวแทนของเนื้อสัตว์ที่คุณควรทาน ถั่วและเนยถั่ว อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ วิตามินอี แมกนีเซียม สังกะสี ในถั่วที่ยังไม่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนในการปรุงสุก           ผักและผลไม้ แหล่งรวมสารอาหารของคุณที่จะเพิ่มปริมาณให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยมีธาตุเหล็กและแคลเซียม พบในผักใบเขียว …

มือใหม่หัดทาน “วีแกน” อยากมีหุ่นดี ต้องลอง!! Read More »

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโรลออนและสเปรย์ระงับกลิ่นกายมีสารเคมีที่ช่วยยับยั้งการเกิดเหงื่อและลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นกาย ที่นานวันอาจส่งผลต่อผิวใต้วงแขน เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีทำให้เกิดคราบดำใต้วงแขน การดีท็อกซ์รักแร้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากและหลายคนละเลยที่จะทำมัน เพราะคิดว่าการใช้โรลออนหรือสเปรย์ดับกลิ่นกายก็น่าจะเพียงพอต่อการดูแลผิวใต้วงแขนแล้ว และเพื่อเป็นการดูแลแก้ปัญหาผิวใต้วงแขนหมองคล้ำ ลดการสะสมของคาบดำ จึงขอแนะนำสูตรการทำสเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ ที่จะช่วยลดการสะสมของสารเคมี ลดการเกิดเหงื่อและระงับกลิ่นกาย ทำให้รักแร้แห้งและรู้สึกสดชื่นขึ้น ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์ ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์นั้นมีมากมาย แต่ประโยชน์อีกข้อหนึ่ง คือ สามารถใช้ในการดูแลรักแร้ ระงับกลิ่นกาย ลดการเกิดเหงื่อ ช่วยรักษาระดับค่า Ph ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวใต้วงแขน หากคุณกังวลกับกลิ่นของแอปเปิ้ลไซเดอร์ สามารถใช้น้ำมันหอมระเหย เช่น ทีทรีออยล์ น้ำมันลาเวนเดอร์ และอื่น ๆ ที่คุณชื่นชอบ เพื่อลดกลิ่นของน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ได้ นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหย ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นกาย ขั้นตอนในการทำสเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้นั้น ทำได้ดังนี้ ส่วนผสม น้ำดอกกุหลาบคั้นสด ๆ 1 ถ้วย น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันลาเวนเดอร์ (หรือน้ำมันหอมระเหยที่คุณชื่นชอบ) 1-2 หยด เพียงเทน้ำดอกกุหลาบและน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงในขวดสเปรย์ เขย่าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำมันหอมระเหย 1-2 หยดลงไป …

สเปรย์ดีท็อกซ์รักแร้จากแอปเปิ้ลไซเดอร์ Read More »

สครับ 6 สูตรสำหรับดูแลหนังศีรษะ

สครับ 6 สูตรสำหรับดูแลหนังศีรษะ

สครับ 6 สูตรสำหรับดูแลหนังศีรษะ เชื่อหรือไม่ว่าการทำสครับนั้น สามารถทำได้กับหนังศีรษะเช่นเดียวกับการสครับผิว เพราะสครับเป็นการดูแลหนังศีรษะวิธีหนึ่งที่ช่วยให้หนังศีรษะสุขภาพดี การทำสครับให้กับหนังศีรษะก็เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วรวมทั้งรังแค ทั้งยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเปิดรูขุมขนอีกด้วย หากคุณกำลังมองหาสูตรสครับหนังศีรษะอยู่ เรามี 6 สูตรสำหรับสครับหนังศีรษะมาฝาก ดังนี้ สครับ 6 สูตรสำหรับดูแลหนังศีรษะ 1.สครับว่านห่างจระเข้ วิธีทำสครับว่านหางจระเข้ เจลว่านหางจระเข้ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย (ไม่ขัดสี) 1 ช้อนโต๊ะ นำน้ำตาลและเจลว่านหางจระเข้ผสมให้เข้ากัน ใช้สครับตอนที่หนังศีรษะยังเปียกชื้น นวดเบา ๆ ให้ทั่วหนังศีรษะเป็นเวลา 10 – 15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือสระผมตามปกติ วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป ทำให้เส้นผมแข็งแรงดูมีวอลลุ่ม การดูแลหนังศีรษะด้วยสครับสูตรนี้จะช่วยทำให้หนังศีรษะที่เคยแห้งกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง 2.สครับชินน่าม่อน วิธีทำสครับชินน่าม่อน เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ผงชินน่าม่อน 1/4 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ผสมทุกอย่างให้เข้ากันแล้วนำมานวดที่ศีรษะขณะที่ยังเปียกชื้น นวดวนไปมาให้ทั่วประมาณ 10 – 15 นาที …

สครับ 6 สูตรสำหรับดูแลหนังศีรษะ Read More »

แว่นกันแดดส่งผลต่อสุขภาพดวงตาของคุณอย่างไร

แว่นกันแดดส่งผลต่อสุขภาพดวงตาของคุณอย่างไร

แว่นกันแดดส่งผลต่อสุขภาพดวงตาของคุณอย่างไร คนส่วนใหญ่มักคิดว่าแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวหนังของคุณ แต่ในความจริงแล้วรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพดวงตาของคุณเช่นกัน จากการวิจัยของ US National Eye Institute ในปี 2014 ระบุว่ารังสี UV สามารถทำลายโปรตีนในดวงตาของคุณได้ และส่งผลให้ในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกหรือลดประสิทธิภาพในการมองเห็นลง แว่นกันแดดส่งผลต่อสุขภาพดวงตาของคุณอย่างไร การไม่สวมแว่นกันแดด จะทำให้แสงแดดทะลุผ่านเข้าไปที่ดวงตา ซึ่งโครงสร้างของดวงตามีความไวต่อแสงมาก ดร.รีเบคก้า เทย์เลอร์ จักษุแพทย์ จากแนชวิลล์ อธิบายว่าบริเวณด้านหลังของดวงตา ที่เรียกว่า เรตินา มีส่วนที่บอบบางที่เรียกว่า macula เมื่อแสงแดดผ่านทะลุเข้ามาที่ดวงตามันจะเสมือนการยิงแสงเลเซอร์เข้ามาที่ดวงตา และมีหลักฐานยืนยันว่า รังสียูวีเพิ่มความเสี่ยงให้กับดวงตาหรือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดที่มีความสัมพันธ์กับอายุ นอกจากนี้ การตากแดดและการเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานานยังเชื่อมโยงกับมะเร็งที่ดวงตาหรืออาการบาดเจ็บของดวงตาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการถูกแดดเผา ที่เรียกว่า photokeratitis หรืออาการตาบอดชั่วคราวได้ นอกจากการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงจะมีผลต่อสุขภาพดวงตาแล้ว ยังพบอีกว่าการขับรถเสี่ยงต่อการเสื่อมประสิทธิภาพของดวงตาเช่นเดียวกัน เนื่องจากกระจกของรถยนต์สามารถสะท้อนแสงแดดเข้าสู่ดวงตาได้ ดังนั้น การใช้เวลาบนรถยนต์เป็นเวลานานอาจเป็นผลให้ดวงตาถูกทำลายจากแสงแดด ซึ่งการสะท้อนรังสียูวีจากกระจกรถยนต์เป็นผลให้ดวงตาได้รับปริมาณของรังสียูวีเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับการเผชิญกับแสงแดดโดยตรง ดังนั้น การสวมแว่นกันแดดจึงสามารถป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ได้ หลักการเลือกแว่นกันแดดที่ดีที่สุด และเฉดสีของแว่นกันแดดไม่ใช่ส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันแสงแดด โดยดร.เทย์เลอร์ กล่าวว่า การเลือกแว่นกันแดดที่ดีที่สุดคือ การเลือกแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ 99 …

แว่นกันแดดส่งผลต่อสุขภาพดวงตาของคุณอย่างไร Read More »

เราต้องการครีมบำรุงรอบดวงตาจริงหรือ?

เราต้องการครีมบำรุงรอบดวงตาจริงหรือ?

เราต้องการครีมบำรุงรอบดวงตาจริงหรือ? เมื่อพูดถึงครีมบำรุงรอบดวงตาหลายคนอาจไม่ค่อยเห็นความสำคัญสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าการใช้ครีมบำรุงผิวทั่วไปก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งครีมบำรุงรอบดวงตามีราคาค่อนข้างแพงและมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับครีมบำรุงผิวหน้าทั่วไป จึงทำให้หลายคนเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหน้าเพียงอย่างเดียวเพื่อดูแลผิวรอบดวงตาควบคู่ไปกับการดูแลผิวหน้า สาเหตุที่ทำไมเราจึงต้องบำรุงผิวรอบดวงตา ก็เพราะว่าผิวบริเวณรอบดวงตามีลักษณะบอบบางและไวต่อการถูกทำลาย เช่น การเช็ดล้างเครื่องสำอาง การขยี้ตา การจ้องหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเกิดรอยหมองคล้ำ บวม เมื่อมีอาการลักษณะเช่นนี้แสดงว่าผิวบริเวณรอบดวงตาต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมาช่วยในการดูแลฟื้นฟู แต่เนื่องจากผิวรอบดวงตามีความบอบบาง จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอม หรือครีมที่มีส่วนผสมที่ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ง่าย เพราะฉะนั้น ก่อนซื้อควรทำการทดสอบทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่แพ้ครีมบำรุงรอบดวงตา อย่างไรก็ตาม อายครีม ไม่สามารถช่วยลดรอยใต้ตาและอาการบวมบางชนิดได้ เพราะอาการบวมบริเวณรอบดวงตาบางครั้งมาจากอาการป่วยของโรคบางชนิด และบางส่วนมาจากพันธุ์กรรม ด้วยเหตุนี้ จึงควรใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาอยู่เสมอ หากคุณไม่มีปัญหาผิวรอบดวงตามากนัก ให้ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดบางเบาที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เช่น เซรั่มบำรุงรอบดวงตา ครีมหรือมาสก์ชนิดพิเศษที่มีส่วนผสมของสารคาเฟอีน ซึ่งจะช่วยลดรอยหมองคล้ำบริเวณรอบดวงตาได้ดี เราต้องการครีมบำรุงรอบดวงตาจริงหรือ? แต่ถ้ามีปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา ให้เลือกครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของเรตินอลไนอาซินาไมด์หรือวิตามินซี จะช่วยป้องกันและลดเรือนริ้วรอยและทำให้ผิวกระจ่างใสอีกด้วย ดังนั้น ให้มองหาครีมบำรุงผิวรอบดวงตาที่มีเนื้อบางเบาและซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย และอย่าซื้อครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีกลิ่นหอมหรือมีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะจะเสี่ยงต่อการระคายเคือง เมื่อใช้ครีมให้ค่อย ๆ แตะเนื้อครีมเบา ๆ บริเวณรอบดวงตาเสมอ ไม่นวดวนไปมา เพราะจะทำให้ผิวรอบดวงตาช้ำได้ หากต้องการการดูแลแบบเห็นผลอย่างรวดเร็วแนะนำให้เลือกครีมชนิดที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกไนอาซินาไมด์และคาเฟอีนจะช่วยให้การบำรุงเห็นผลเร็วขึ้น นอกจากนี้ การเก็บอายครีมไว้ในตู้เย็นยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ผิวรอบดวงตาเมื่อนำมาใช้ …

เราต้องการครีมบำรุงรอบดวงตาจริงหรือ? Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save