Month: December 2020

มาเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายกันเถอะ

มาเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายกันเถอะ มาเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายกันเถอะ การขาดคอลลาเจนอาจส่งผลเสียต่อร่างกายด้วยการมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณ ข้อต่อ เอ็น และกระดูก เป็นต้น ดังนั้น วิธีการเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกาย นอกจากการรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนแล้ว ยังสามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจนในอาหารของคุณได้อีกด้วย ซึ่งการเพิ่มคอลลาเจนมีด้วยกัน 3 วิธี คือ             การรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจน การรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และอาหารเสริมคอลลาเจน ในส่วนของอาหารที่มีคอลลาเจน ได้แก่ น้ำซุปกระดูก เนื้อ อาหารทะเล ไข่ หนังไก่อาหารที่สามารถช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนในร่างกายอุดมไปด้วยวิตามินซีและแร่ธาตุ เช่น กำมะถันสังกะสี และทองแดง ตัวอย่างที่ดีที่สุด ได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เบอร์รี่ มะเขือเทศ พริกหวาน ผักใบเขียว นอกจากนี้ยังมีในผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี คะน้า และกะหล่ำดอก กระเทียม ถั่ว ธัญพืช เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมคอลลาเจนมีหลายรูปแบบ ซึ่งได้มาจากวัว สัตว์ปีก หรือสัตว์ทะเล และนำมาทำให้อยู่ในรูปแบบผง แคปซูล เพื่อใช้รับประทานหรือผสมในอาหารและเครื่องดื่ม             การเลือกคอลลาเจนชนิดผงอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดในการเพิ่มคอลลาเจนให้แก่ร่างกาย …

มาเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายกันเถอะ Read More »

ทราบได้อย่างไรว่าร่างกายขาดคอลลาเจน

ทราบได้อย่างไรว่าร่างกายขาดคอลลาเจน ทราบได้อย่างไรว่าร่างกายขาดคอลลาเจน ร่างกายต้องการคอลลาเจนในการสร้างผิวหนัง ข้อต่อ และเอ็นกระดูก ประโยชน์ของคอลลาเจนยังช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือด แต่น่าเสียดายว่าอายุที่มากขึ้นและการรับประทานอาหารที่ไม่ดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ลดการผลิตคอลลาเจนของร่างกายได้ นอกจากนี้ ภูมิต้านบางอย่างและการป่วยด้วยโรคบางชนิดมีผลต่อการสร้างคอลลาเจน เช่น โรคหลอดเลือด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เส้นโลหิตตีบ เป็นต้น ในร่างกายมีคอลลาเจนที่แตกต่างกันอย่างน้อย 16 ชนิด และรูปแบบที่พบมากที่สุดคือ Type I ถึง Type IV และ 90% ในร่างกายมนุษย์คือ Type I ซึ่งเป็นโครงสร้างรองรับกระดูก ฟัน เส้นเอ็น กระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน Type II มีความยืดหยุ่นกว่าและให้การรองรับข้อต่อ กันกระแทก Type III พบได้ในหลอดเลือดแดงและอวัยวะอื่น ๆ ขณะที่ Type IV ส่วนใหญ่พบในชั้นต่าง ๆ ของผิวหนัง             ยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง และคุณภาพของคอลลาเจนที่ร่างกายผลิตได้ก็จะลดลงตามอายุ และเราจะทราบได้อย่างไรว่าร่างกายขาดคอลลาเจน เมื่อร่างกายขาดคอลลาเจนจะพบปัญหา คือ ริ้วรอย ผิวหนังหย่อนคล้อย …

ทราบได้อย่างไรว่าร่างกายขาดคอลลาเจน Read More »

ท่าออกกำลังกายสำหรับลดแรงกระแทกของหัวเข่า

ท่าออกกำลังกายสำหรับลดแรงกระแทกของหัวเข่า ท่าออกกำลังกายสำหรับลดแรงกระแทกของหัวเข่า กล้ามเนื้อแข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาข้อต่อ เพราะเราต้องใช้กล้ามเนื้อไม่ใช่ข้อต่อในการรับน้ำหนัก หากกล้ามเนื้ออ่อนแอและไม่ได้ใช้งาน ข้อต่อของเราก็จะต้องทำงานหนักมากขึ้นและเสี่ยงต่อการสึกหรอได้ หากอาการปวดหัวเข่ารบกวนการออกกำลังกายของคุณ ลองปรับเปลี่ยนท่าออกกำลังกายเพื่อลดแรงกระแทกของหัวเข่า ซึ่งมีดังนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายควรทำการวอร์มอัพด้วยการเดินอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อให้หัวเข่าลื่นไหล และเพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้นานยิ่งขึ้น Straight Leg Lifts นอนหงายโดยการงอเข่าและเท้าบนพื้น วางฝ่ามือคว่ำลงข้างลำตัว จากนั้น เหยียดขาขวาลงบนเสื่อและงอเท้าข้างซ้ายเอาไว้ หายใจเข้าแล้วยกขาขวาขึ้นจากพื้นประมาณหนึ่งฟุต ค้างไว้ 5 วินาที แล้วจึงค่อย ๆ ลดขาลง ทำเช่นนี้ 5 ครั้งจึงสลับขา Heel Slides นอนหงายแล้วงอเข่าโดยให้เท้าติดพื้น วางแขนข้างลำตัว แล้วเหยียดขาขวาลงบนเสื่อและงอเท้า งอเข่าเล็กน้อย หายใจออก ในขณะเดียวกันค่อย ๆ เลื่อนส้นเท้าขวาเข้าหาสะโพกขวาและงอเข่า จากนั้น หายใจเข้าเพื่อเลื่อนเท้ากลับออกไปจนขาเกือบเหยียดตรง ทำซ้ำเช่นนี้ 10 ครั้ง แล้วสลับขา ท่านี้จะทำให้เข่าของคุณและเอ็นร้อยหวายแข็งแรงยิ่งขึ้น Step Up ท่านี้เป็นการเสริมสร้างสะโพกที่แข็งแรง ด้วยการยืนบนบล็อกสูง-ต่ำ โดยใช้มือวางบนสะโพก ก้าวเท้าขวาขึ้นลงเป็นสเต็ปพร้อมกับการเกร็งหน้าท้องและยกเท้าหลังขึ้นจากพื้น …

ท่าออกกำลังกายสำหรับลดแรงกระแทกของหัวเข่า Read More »

บำบัดความเครียดด้วยอาหาร 5 ชนิด

บำบัดความเครียดด้วยอาหาร 5 ชนิด บำบัดความเครียดด้วยอาหาร 5 ชนิด ทราบหรือไม่ว่านอกเหนือจากการออกกำลังกาย การทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ การฝึกสมาธิจะสามารถผ่อนคลายความเครียดลงได้แล้ว ยังสามารถใช้อาหารในการบำบัดความเครียดได้อีกด้วย และอาหารที่มีคุณสมบัติในการช่วยบำบัดความเครียดมีดังนี้ 1. ดาร์กช็อกโกแลต มีผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ดาร์กช็อกโกแลตกับการบำบัดรักษาความเครียด ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดสอบเมื่อรับประทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้น 74% วันละสองครั้งเป็นเวลาติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและคาเทโคลามีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด 2. ปลาธรรมชาติ ปลาแซลมอนและปลาซาร์ดีน ล้วนอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และวิตามินดีสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดในปลานั้นจะช่วยลดความวิตกกังวล เพราะจากการวิจัยพบว่า DHA ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโอเมก้า 3 สามารถช่วยลดความเครียดทางจิตใจได้ ดังนั้น จึงควรบริโภคปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรลอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะนอกจากจะลดความเครียดได้แล้วยังดีต่อสุขภาพด้วย 3. เบอร์รี่ ในช่วงที่ร่างกายมีความเครียดระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ บางครั้งพบการอักเสบในวงกว้าง หากปล่อยให้มีความเครียดสะสมเป็นเวลานานเนื้อเยื่อและดีเอ็นเออาจเสียหายได้ ดังนั้น การบริโภคผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระแล้วยังช่วยลดการอักเสบและปกป้อง DNA ช่วยลดความเสียหายอันเกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อระหว่างที่ร่างกายมีความเครียดได้ดีด้วย ดังนั้น แนะนำให้บริโภคบลูเบอร์รี่หรือแบล็กเบอร์รี่วันละ 1 กำมือ …

บำบัดความเครียดด้วยอาหาร 5 ชนิด Read More »

ความเครียดสัมพันธ์อย่างไรกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ความเครียดสัมพันธ์อย่างไรกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความเครียดสัมพันธ์อย่างไรกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความเครียดส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และดูเหมือนว่าความเครียดจะกลายเป็นภาวะที่ควบคุมได้ยากไปเสียแล้วในปัจจุบัน เป็นที่รับรู้กันว่าความเครียดส่งผลต่อภาวะทางอารมณ์อย่างชัดเจน แต่ทว่ามีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น             ความเครียดสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไรนั้น เพื่อให้เข้าใจถึงผลของความเครียดที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจการทำงานพื้นฐานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสียก่อนว่ามีหน้าที่และกระบวนการทำงานอย่างไร ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วยเซลล์เล็ก ๆ หลายพันล้านเซลล์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านแรกในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะบุกรุกเข้ามายังร่างกายของมนุษย์ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และสารพิษอื่น ๆ โดยทำหน้าที่แจ้งเตือนและต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่โจมตีและทำลายเชื้อโรค ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ในการคอยเก็บข้อมูลสำคัญของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ทั้งนี้เพื่อจดจำรูปแบบและลักษณะ และผลิตแอนติบอดีเพื่อให้ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรคชนิดดังกล่าวหากเจอในครั้งต่อไป และความเครียดได้มีผลกระทบต่อกระบวนการนี้ มีงานศึกษาที่อธิบายความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ซึ่งพบว่าเมื่อร่างกายต้องเผชิญกับความเครียดจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของ lymphocyte-T เซลล์ลดลง และยับยั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการป้องกันเชื้อโรค นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเพียงเล็กน้อยหรือเรื้อรังมักมีระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลงในช่วง 18 เดือนหลังจากพบว่ามีภาวะซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม มีงานศึกษาอื่น ๆ พบว่าเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดมีตัวรับฮอร์โมนบางชนิดที่ปล่อยออกมาในช่วงร่างกายมีภาวะความเครียด และคอร์ติซอลคือหนึ่งในฮอร์โมนที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่ร่างกายต้องเผชิญกับภาวะความเครียด ซึ่งนั่นอาจทำให้ร่างกายสร้างสารที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokines) ได้น้อยลง เพราะสารไซโตไคน์เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ช่วยรักษาการอักเสบ การติดเชื้อ และสร้างภูมิคุ้มกัน (Immune System) …

ความเครียดสัมพันธ์อย่างไรกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย Read More »

มีประโยชน์!! คำแนะนำและแนวทาง ของผู้ที่ต้องการลดการทานเค็ม

มีประโยชน์!! คำแนะนำและแนวทาง ของผู้ที่ต้องการลดการทานเค็ม มีประโยชน์!! คำแนะนำและแนวทาง ของผู้ที่ต้องการลดการทานเค็ม อาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานกันอยู่ในทุกๆ วัน เพราะร่างกายของเราจะต้องรับสารอาหารจากบรรดาอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และถ้าหาเราเลือกที่จะรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ แน่นอนว่าร่างกายของเราก็จะได้รับสารอาหารที่ดี ที่จะนำเอาไปบำรุงซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกายได้อย่างเต็มที่ แต่ในทางกลับกันถ้าหากว่าเรารับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายของเราได้รับผลเสียทางสุขภาพ จนบางครั้งเป็นผลเสียที่เกิดจากการสะสมเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาภายหลังได้ วันนี้เราจึงนำเอาอีกหนึ่งเรื่องราวสุขภาพน่ารู้เกี่ยวกับอันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มมาฝากกัน ลองไปรายละเอียดกันสิว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง เรียนรู้อันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากยังทานเค็มต่อไปเรื่อย ๆ การทานรสเค็มนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยผู้ที่ทานเค็มจัดอาจจะชินและไม่ทราบว่ารสชาติที่ทานอยุ่ทุกวันมีความเค็มมากกว่าปกติ หรือคนที่ทราบอยู่แล้วและตั้งใจทานเพราะความชอบ คนเหล่านี้หากจะพยายามลดการทานเค็มลงวันนี้เรามีแนวทางปฏิบัติมาให้ลองนำไปใช้กันแต่สำหรับคนที่ยังยืนยันจะทานเค็มนั้น คงต้องบอกว่าในระยะยาวจะทำให้สุขภาพมีปัญหาได้ เช่น ทำให้ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงโรคต่าง ๆ อย่าง ความดันสูง โรคไต โรคมะเร็งกระเพาะ โรคหัวใจ หรือแม้แต่อาการที่อาจจะขึ้นในระยะสั้น ๆ อย่างการบวมน้ำ  แนวทางการปฏิบัติเพื่อลดการทานเค็ม โดยตามหลักโภชนาการแล้วได้มีการกำหนดปริมาณที่เหมาะสมของการได้รับเกลือในแต่ละวันไว้ เพื่อให้ปรุงรสอย่างเหมาะสม และหากต้องลดและจำกัดความเค็มสามารถทำได้โดย อ่านฉลากโภชนาการผู้ปริมาณส่วนประกอบทุกครั้ง เลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่มีการแปรรูป เพราะมักจะเพิ่มเกลือลงไปเพื่อให้อาหารอยู่ได้นานขึ้น นอกจากนี้อาหารประเภทขนมขบเคี้ยวก็มักจะมีปริมาณเกลือมากเกินความจำเป็นด้วย หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงการทานขนม เปลี่ยนรูปแบบมาทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ  หรือผักต้ม มันต้มแทนอาหารที่มีเกลือมาก ๆ หากเลือกได้การทำอาหารด้วยตัวเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดเค็มเพราะจะสามารถ ควบคุมปริมาณเครื่องปรุงหรือระดับความเค็มได้ด้วยตัวเอง ในการควบคุมอาหารนั้นอาจจะเป็นเรื่องยาก …

มีประโยชน์!! คำแนะนำและแนวทาง ของผู้ที่ต้องการลดการทานเค็ม Read More »

ทำความรู้จักอาการ “ ตาแห้ง ” ในวัยทำงานที่ไม่ควรมองข้าม

ทำความรู้จักอาการ “ ตาแห้ง ” ในวัยทำงานที่ไม่ควรมองข้าม ทำความรู้จักอาการ “ ตาแห้ง ” ในวัยทำงานที่ไม่ควรมองข้าม วัยทำงาน คือ วัยที่เราจะต้องใช้สุขภาพร่างกายค่อนข้างเปลือง เพราะฉะนั้นอย่าลืมที่จะดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงและมีความพร้อมอยู่เสมอ เพราะถ้าหากเราใช้ร่างกายเปลือง ไม่มีการบำรุงดูแล เมื่อถึงช่วงเวลาเสื่อมโทรมของร่างกายก็จะฟื้นฟูสุขภาพให้กับมาดีเช่นเดิมได้ยาก เพราะฉะนั้นควรใส่ใจตั้งแต่วันนี้เลยจะดีที่สุด สำหรับวัยทำงานเรามักจะต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา บางคนต้องทำงานลงพื้นที่เก็บข้อมูล ก็จะต้องเจอกับแสงแดด และลม อย่างแน่นอน และเชื่อว่าหลายคนจะต้องเกิดอาการตาแห้ง จนทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ซึ่งวันนี้เราก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจของอาการตาแห้งนี้มาแนะนำกัน ลองไปดูรายละเอียดกันเลย รายละเอียดเกี่ยวกับอาการ ตาแห้ง ในวัยทำงานที่ควรรู้ อาการตาแห้งคืออะไร อาการตาแห้ง คืออาการที่ทำให้ตารู้สึกระคายเคือง เมื่อมีลมพัดผ่านเบา ๆ ก็ทำให้แสบตาได้ และหากนั่งทำงานในห้องแอร์ก็มักจะรู้สึกตาแห้งอย่างชัดเจน และจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กระพริบตา โดยสัญญาณเตือนที่อาจจะบอกว่าคุณกำลังเป็นโรคตาแห้ง นั่นคืออาการปวดแสบปวดร้อนที่ตา  ตาแดง น้ำตาไหลย้อย ตาฝ้าฟาง เป็นต้น อาการตาแห้งเกิดจากอะไรอาการตาแห้งเป็นอาการที่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ ซึ่งการตาแห้งนี้เกิดจาก การใช้สายตามากเกินไปในระยะที่ใกล้กับคอมพิวเตอร์ หรือเกิดจากผู้ใช้ มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานที่มีผลทำให้ตาแห้ง นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากการศัลยกรรมอีกด้วย เนื่องจากการตัดต่อมไขมันเปลือกตาไปแล้ว จึงทำให้ตามักมีอาหารแห้ง …

ทำความรู้จักอาการ “ ตาแห้ง ” ในวัยทำงานที่ไม่ควรมองข้าม Read More »

“ลดโรค” ด้วยการ “ลดพุง” อย่างถูกต้องและยั่งยืน

“ลดโรค” ด้วยการ “ลดพุง” อย่างถูกต้องและยั่งยืน “ลดโรค” ด้วยการ “ลดพุง” อย่างถูกต้องและยั่งยืน เชื่อว่าใครๆ ก็อยากมีรูปร่างที่ดี และหุ่นที่ดี และมันจะยิ่งดีมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเรานั้นมีสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆกันด้วย หลายคนอาจจะมองข้ามการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองไป แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่ผิดอย่างมาก เพราะถ้าหากคุณปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป โดยไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดีเท่าที่ควร อาจตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่คุณคาดไม่ถึง การดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการออกกำลังกายอย่างถูกต้องจะช่วยทำให้คุณมีรูปร่างที่ดี ไปพร้อมๆกับการมีสุขภาพที่ดีได้ คงไม่มีใครอยากมีพุงนำหน้าเวลาเดิน เพราะมันทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง จะสวมใส่เสื้อผ้าก็อึดอัดไม่สบายตัว เกินความกังวลกับสายตาจากคนรอบข้างว่า และวันนี้เราได้หยิบเอาวิธีการลดพุงอย่างถูกวิธีมาแนะนำกันไปดูกันเลย ข้อเสียของการมีพุง “พุง” คือส่วนเกินที่เป็นไขมันเกิดการสะสมในช่องท้องจนเกินออกมา โดยในทางการแพทย์นั้นเรียกไขมันส่วนเกินนี้ว่า Visceral Fat ซึ่งต่างจาก Subcutaneous Fat ที่หมายถึงไขมันที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้บุคลิกภาพ และรูปร่างไม่สวยงาม นอกจากรูปลักษณ์และบุคลิก ที่อาจจะทำให้เราไม่มั่นใจแล้วนั้น ยังส่งผลต่อสุขภาพที่อาจทำให้ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง ส่วนหากอยากทราบว่าตัวเองมีพุงมากเกินไปรึเปล่า ในผู้ชายไม่ควรจะเกิน 90 ซม. และในผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม. หรือสามารถคำนวณจาการนำส่วนสูงมาหารสอง เพื่อให้ทราบสัดส่วนรอบเอวที่ไม่ควรเกินในแต่ละคนได้ ทำไมถึงลงพุง ? การลงพุงนั้นเกิดจากการทานอาหารที่มีแคลอรี่มากเกินความจำเป็น …

“ลดโรค” ด้วยการ “ลดพุง” อย่างถูกต้องและยั่งยืน Read More »

น่ารู้!! โรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่ต้องระวัง

น่ารู้!! โรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่ต้องระวัง น่ารู้!! โรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่ต้องระวัง เชื้อโรคในทุกวันนี้บอกเลยว่ามันมีความแข็งแกร่งมากขึ้นทุกวัน และมีการพัฒนาความสามารถในการติดต่อและการทำลายอวัยวะร่างกายของคนเราอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนเราต้องรู้เท่าทันโรคภัยไข้เจ็บพวกนี้ให้มาก เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องพบกับความสูญเสียที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเราจะต้องป้องกันและดูแลสุขภาพของเราให้ยังคงแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านี้ ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงเวลาที่เชื้อโรคบางตัวมีการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ด้วยสภาพอาการที่เหมาะกับการขยายพันธุ์ ทำให้ในช่วงฤดูหนาวหลายคนมักจะเจ็บป่วยไปตามๆ กัน โดยเฉพาะในเด็กเล็กด้วยอาการที่เย็นทำให้ป่วยง่ายมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจึงได้นำเอาเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคระบาดประจำฤดูหนาวที่ควรระวังมาแนะนำกันไปดูรายละเอียดกันเลย เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคระบาดประจำฤดูหนาวที่ควรระวัง โดยปกติแล้วทุก ๆ และทุกช่วงจะมีโรคระบาดต่างกัน โดยในช่วงฤดูหนาวนี้ก็มีโรคระบาดที่สำคัญอยู่ไม่น้อย ที่ควรระวังเอาไว้ ได้แก่ โรคติดเชื้อไวรัส RSV จะมีอาการเหมือนกับโรคไข้หวัด ที่สามารถหายเองได้ภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากเกิดขึ้นกับเด็กต่ำกว่า 5 ปี ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังเกี่ยวกับปอดและหัวใจ โรคต่อมา คือโรคมือ เท้า ปาก ที่จะเกิดอาการไข้ ในช่วง 2- 4 วัน มีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อโรต้าไวรัส ที่จะมีอาการถ่ายเหลว โรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ที่คนส่วนใหญ่มักเป็น มีอาการปวดศีรษะ น้ำมูกไหล เจ็บคอ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเกิดการติดเชื้อมากกว่าปกติ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคนั้นมักจะเป็นเด็กเล็กที่อายุไม่เกิน 5 ปี และในวัยผู้สูงอายุ …

น่ารู้!! โรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่ต้องระวัง Read More »

ทำความเข้าใจ!! การทานวิตามินแตกต่างจากการทานยาอย่างไร?

ทำความเข้าใจ!! การทานวิตามินแตกต่างจากการทานยาอย่างไร? ทำความเข้าใจ!! การทานวิตามินแตกต่างจากการทานยาอย่างไร? การดูแลรักษาสุขภาพ คือสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ เพื่อเป็นการรักษาสภาพร่างกายของเราให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน ซึ่งวิธีการดูแลรักษาสุขภาพของเราเองนั้นก็มีหลายวิธี แล้วแต่ว่าใครจะถนัดแบบใด และก็มีหลายคนที่เลือกวิธีการรับประทานวิตามิน เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพร่างกายอีกหนึ่งวิธี เนื่องจากการรับประทานวิตามินจะเป็นการเสริมวิตามินในส่วนที่ร่างกายต้องการเข้าไปนั่นเอง และวันนี้เราก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจตรงส่วนนี้มาแนะนำกัน ไปดูกันเลย ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยา และ วิตามิน ในปัจจุบันอาจจะยังมีความเข้าใจผิดในการใช้ยา และอาหารเสริมประเภทวิตามิน ว่าเป็นสิ่งที่ร่างกายนั้นจำเป็น แต่จริง ๆ แล้ว ยาไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บหรือผิดปกติของร่างกายได้ แต่วิตามินนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่จะช่วยบำรุง ฟื้นฟูร่างกาย  วิตามิน เป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก ในการทานวิตามิน หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่า ไม่จำเป็นต้องทานอาหารหลัก ทานเพียงวิตามินอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริงนั้นเราไม่สามารถทานเพียงอาหารเสริมเป็นจานหลักได้ เนื่องจากร่างกายนั้นต้องการสารอาหารที่หลากหลาย มากกว่าเพียงแค่วิตามินเพียงอย่างเดียว วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบี ถึงแม้จะไม่สามารถทานทดแทนอาหารหลักได้ แต่การทานวิตามิน 1 เม็ดนั่นถูกอัดแน่นไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณมากพอที่ไม่อาจสามารถทานอาหารจานหลักได้ เช่น การทานเบต้าแคโรทีน 1 เม็ด นั้นเท่ากับการทานฟักทอง …

ทำความเข้าใจ!! การทานวิตามินแตกต่างจากการทานยาอย่างไร? Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save